เทวดาบนท้องถนน

โจน เวสเตอร์ แอนเดอร์สัน เขียนไว้ในหนังสือ “ บรรดาเทวดาเดินที่ไหน ” ของเธอว่า ได้รับรายงานมากมายจากคนปกติธรรมดาที่สุดว่า พวกเขาเคยมีประสบการณ์กับสิ่งที่มีชีวิตเหนือธรรมชาติ ภายใต้รูปปรากฏของมนุษย์ที่ได้มาพบพวกเขาและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพื่อช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากภยันตรายที่มองไม่เห็นล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น แครอล ตุสแซง ขณะที่กำลังขับรถไปบนถนนตามที่ราบสูงอาร์ลิงตั้น มลรัฐอิลลีนอย สหรัฐฯ เมื่อมาถึงสี่แยกทางข้ามทางรถไฟ รถของเธอก็มาตายอยู่ตรงกลางทางพอดี เธอไม่สามารถที่จะติดเครื่องรถได้เลย เธอไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี ทันใดนั้นเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักคนหนึ่งปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับชี้ให้เธอเห็นภยันตรายที่กำลังจะมาถึงเธอ เธอรีบออกจากรถและวิ่งข้ามถนนไป ทันใดนั้นเองรถไฟคันหนึ่งก็วิ่งมาถึงและชนรถของเธอกระเด็นไป แล้วเด็กหนุ่มที่มาช่วยเหลือเธอนั้นอยู่ที่ไหน เธอมองหาเขาเท่าไรก็ไม่เห็น มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์และเหนือธรรมชาติจริงๆใครเป็นเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความเป็นห่วงเป็นใยคนนี้เล่า

สเตซี เด็กสาวอายุราวยี่สิบปีกำลังกลับบ้านหลังจากออกไปทำงานทั้งวัน ในคืนวันหนึ่งก่อนที่จะถึงบ้านเธอก็เห็นบุคคลหนึ่งซึ่งทำให้เธอเกิดความกลัวเป็นอย่างมาก เขากำลังเดินมาแล้วหยุดอยู่ที่ตรงมุมถนน เธอเรียกหาอารักขเทวดาของเธอ “ ข้าแต่อารักขเทวดาช่วยคุ้มครองลูกด้วย ” และก็เดินผ่านไปด้วยความสั่นกลัว เมื่อเธอไปถึงบ้านก็รีบเข้าห้องเพื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงหวอรถตำรวจ พอมองออกทางหน้าต่างตรงมุมถนนนั้นก็เห็นว่ามีอะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น วันรุ่งขึ้นเธอได้ยินว่าชายคนหนึ่งได้ก่อเหตุรุนแรงขึ้นกับเด็กสาวคนหนึ่ง ณ ตรงมุมถนนนั้น ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้คนหนึ่ง เธอได้ไปที่สถานีตำรวจเพื่อจะดูว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับที่เธอได้เห็นเมื่อเย็นวันก่อนนี้หรือเปล่า ? และเธอจำได้ว่าเป็นเขาคนนั้นจริงๆ

ตำรวจได้สอบถามหนุ่มคนนั้นว่าทำไมเขาจึงไม่ทำอันตรายแก่เธอ เขาให้คำตอบว่า “ ผมจำเธอได้ดี แต่ว่ามีชายสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเคียงข้างไปกับเธอ เขาอยู่ทางด้านขวาของเธอ ” เป็นอารักขเทวดาของเธอที่ได้ช่วยเหลือเธอให้รอดพ้น

คุณพ่อปอล โอซัลลีวัน ในหนังสือของท่านที่เราได้พูดถึงข้างบนนี้ได้เล่าถึงเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอังกฤษครอบครัวหนึ่งที่อยู่ในชนบท วันหนึ่งบุตรชายอายุหกขวบของพวกเขาไม่รู้หายไปไหนไม่มีใครได้พบเห็น เขาเดินเข้าไปในชนบทโดยไม่ได้ขออนุญาต เขาเดินไปเรื่อยๆและเมื่อหยุดเพื่อดูว่าตนอยู่ที่ไหนก็ปรากฏว่าเขาได้หลงทางและไม่ทราบว่าจะกลับไปบ้านทางไหน ฝนก็เริ่มตกเขารู้สึกหนาวและเหนื่อย เขาจึงได้นั่งลงด้วยความตกใจกลัว ตกเย็นเขาก็ยิ่งสิ้นหวังและเสียใจ ทันใดนั้นเองเขาเห็นเด็กหนุ่มลักษณะใจดีคนหนึ่งถือตะเกียงอยู่ในมือ เด็กก็เข้าไปหาหนุ่มคนนี้พร้อมกับกล่าวว่า “ พี่ครับ กรุณาช่วยพาผมกลับบ้านหน่อยได้ไหม ” หนุ่มคนนั้นยิ้มให้พร้อมกับจูงแขนเด็กด้วยมือข้างที่ไม่ได้ถือตะเกียงสวยงามใบนั้นเพื่อส่องทางให้ ทันทีเด็กไม่รู้สึกหิวหรือหนาวอีกต่อไป เขาไม่เคยรู้สึกดีใจแบบนี้มาก่อนเลยและพูดคุยกับหนุ่มนั้นอย่างคุ้นเคยและอย่างไว้ใจ ทั้งสองต่างคุยกันไปหัวเราะกันไปจนถึงบ้านของเด็ก รู้สึกว่าเป็นการเดินทางที่สั้นที่สุด เด็กก็เดินไปวิ่งไปด้วยความดีใจแต่พอจะหันหน้ามาหาหนุ่มนั้นเพื่อขอบคุณก็ไม่เห็นเขาอีกแล้ว เขาได้หายตัวไปแล้ว

แมรี่ ดราฮอส เขียนลงในหนังสือ “ บรรดาเทวดาของพระเป็นเจ้า อารักขเทวดาของเรา ” ของเธอว่า ระหว่างสงครามอ่าว ( เปอร์เซีย ) นักบินอเมริกาเหนือคนหนึ่งมีความกลัวตายมาก วันหนึ่งก่อนที่เขาจะออกปฏิบัติหน้าที่เขารู้สึกตัวสั่นและเป็นห่วงมาก ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างๆเขาพร้อมกับทำให้ใจของเขาสงบโดยพูดว่าไม่ต้องกลัวหรอกทุกอย่างจะเรียบร้อยไปเอง … แล้วก็หายตัวไป เขาเข้าใจทันทีว่านั่นเป็นเทวดาของพระเจ้า และอาจเป็นอารักขเทวดาของเขาเองด้วย แล้วเขาก็สำรวมใจอยู่ในอาการสงบแล้วเขาก็เป็นแบบเดียวกันนี้ในคราวต่อๆไป ภายหลังเขาก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทางโทรทัศน์ในประเทศของเขา

มองซิงญอร์ เปรอน กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เพื่อนของท่านเล่าให้ฟังว่าเป็นเรื่องของความเชื่อจริงๆเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่เมืองตุรินในปี 1955 สตรีคนหนึ่ง ( ไม่ประสงค์ออกนาม ) มีความศรัทธาต่ออารักขเทวดาอย่างมาก วันหนึ่งเธอไปจ่ายตลาดที่เมืองปอร์โต ปาลาสโซ ขากลับบ้านเธอรู้สึกไม่สบาย เธอจึงเข้าไปในโบสถ์ของมารดามรณสักขี บนถนนการีบัลดีเพื่อจะได้นั่งพักพร้อมกับขอร้องอารักขเทวดาของเธอให้ช่วยเธอให้กลับถึงบ้านซึ่งอยู่ที่ถนนโอปอร์โต ขณะนี้เธออยู่ที่ถนนมัตเตออตตี หลังจากที่เธอรู้สึกว่าดีขึ้นหน่อยก็ออกจากวัด ทันทีเธอเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งอายุราวๆเก้าหรือสิบขวบเข้ามาหาเธอท่าทางน่ารัก หน้าตายิ้มแย้มพร้อมกับถามว่าจะไปทางปอร์โต นูโอวา ไปทางไหน เธอก็ตอบว่าเธอเองก็กำลังเดินไปทางนั้นจึงเดินไปด้วยกัน เด็กหญิงรู้สึกว่าสตรีคนนี้ไม่ค่อยสบายและดูท่าทางว่าจะเหนื่อยจึงขอช่วยถือของให้แต่เธอกลับตอบว่า “ หนูยกไม่ไหวหรอก มันหนักเกินไปสำหรับหนู ” “ คุณขา คุณขา หนูอยากช่วยคุณ ” เด็กคนนั้นคะยั้นคะยอ ในการเดินทางไปด้วยกันนั้นสตรีคนนี้มีความรู้สึกแปลกใจปนกับความใจดี จากความเห็นอกเห็นใจของเด็กคนนั้นจึงได้ถามเรื่องราวของเด็กว่า บ้านอยู่ที่ไหนและครอบครัวเป็นอย่างไรแต่เด็กเลี่ยงไม่ยอมตอบและเมื่อมาถึงบ้านของสตรีคนนึ้แล้วเด็กก็วางตะกร้าไว้ที่หน้าประตูบ้านแล้วก็หายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ก่อนที่เธอจะสามารถขอบใจเขาได้ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาสตรีคนนั้นยิ่งมีความศรัทธาต่ออารักขเทวดามากขึ้นที่ได้กรุณาช่วยเหลือเธอแบบที่สัมผัสได้ภายใต้รูปปรากฏของเด็กสาวที่น่ารัก ในช่วงเวลาที่เธอมีความจำเป็น

ท่านได้เคยมีประสบการณ์ส่วนตัวบ้างไหม ?

ท่านเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทวดาบ้างไหม ?