วันเพนเทคอส: หลังจากพระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์ และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ หนังสือกิจการอัครสาวก บันทึกว่า บรรดาศิษย์ได้มาชุมนุนกันในห้องชั้นบนในเยรูซาเลม กลุ่มนี้สามารถเข้าใจในธรรมประเพณีได้ว่าเป็นศูยน์กลางของคริสตจักรใหม่ที่พระเยซูตั้งขึ้น พระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือทุกคน ในการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของพระนางในพระคัมภีร์ พระนางมารีย์ เป็นสตรีเพียงคนเดียวในห้องนั้นที่ถูกระบุชื่อ นี่เป็นสัญญาณว่าเธอเป็นศิษย์คนสำคัญยิ่ง

กาเวนต้าได้ข้อสรุปว่าถึงแม้ไม่มีการบันทึกประวัติ หรือ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพระนางเอาไว้ แต่ “ไม่มีตัวอย่างของใครอื่นใดเลยที่สามารถเทียบกับพระนางได้”

เธอกล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่เคยมีใครเลยแม้แต่คนเดียวทั้งก่อนหน้านี้และตลอดไปที่จะ

“ปรากฏอยู่ใน 3 เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของพระเยซูเช่นพระนาง คือ ยามพระองค์ประสูติ ยามพระองค์สิ้นพระชนม์ และ หลังพระองค์สิ้นพระชนม์และประทานพระจิตเจ้าลงมา”

กาเวนต้ายืนยันว่าโปรแตสแตนท์พยายามที่จะเลี่ยงที่จะไม่รับรู้ถึงสิ่งสารพันที่พระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำต่อพระนางมารีย์ มากกว่าจะพูดถึงพระนางมารีย์

“คุณก็อาจทำแบบเดียวกันกับอัครสาวกเปโตรได้ โดยการอ้างว่าเขาไม่ใช่สาระสำคัญในบทพระวรสาร และเรื่องที่บันทึกไว้ทั้งหมดก็ไม่ได้เน้นที่ตัวเขาเป็นหลัก “กาเวนต้า กล่าว

“แต่คุณไม่สามารถห้ามไม่ให้คนพูดถึงคุณความดีงามของนักบุญเปโตร ในฐานะแบบอย่างที่ดี ที่เราสามารถเรียนรู้และเอาอย่างท่านได้”



กาเวนต้าได้ประพันธ์หนังสือไว้เล่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อหนังสือว่า “พระนางมารีย์ ชำเลืองดูพระมารดาพระเยซูเจ้า” (Mary : Glimpses of the Mother of Jesus) จากเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นรวมกับงานประพันธ์ และ บทความต่าง ๆ ของเธอ เธอเริ่มที่จะหาชื่อเรียกตำแหน่งแทนพระนางมารีย์ใหม่ ชื่อตำแหน่งที่ไม่ใช่ ราชินีแห่งสวรรค์ แต่ต้องเป็นชื่อที่เข้ากับทางโปรแตสแตนท์มากกว่านี้ และหนึ่งในตำแหน่งฉายาที่เธอใช้เรียกพระนางคือ “ปฐมศิษย์” ซึ่งสื่อถึงความเป็นศิษย์คนแรกของพระนางต่อพระเยซูเจ้า

โดยทั่วไปเราจะคิดว่าวลีที่พระนางได้กล่าวไว้ว่า “ขอให้เป็นไปตามนั้น” (Let it be ) แสดงถึงการนบนอบเชื่อฟังในพระเจ้าของพระนาง แต่กาเวนต้ามองตรงจุดนี้ต่างออกไป เธอมองว่าไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อฟังพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการแสดงการยอมรับ คือ “ยอมรับว่าพระเยซูเจ้าคือพระผู้ไถ่” ยอมรับว่าบุตรที่จะเกิดในครรภ์ของพระนางเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจริง ๆ เป็นการแสดงความเชื่อและยอมรับทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เห็นก่อนหน้าผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ จะเชื่อเสียอีก

บทความจาก คริสเตียนวันนี้ (Christian Today) ของ ทิโมธี จอร์จ ผู้เป็น คณะบดีของ โรงเรียน บีซัน ดีวินิตี้ ที่ มหาวิทยาลัย แซมฟอร์ด ในเบอร์มิงแฮม อัลบามา ได้แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“ถ้าตอนนั้นพระนางไม่เชื่อ พระนางก็คงไม่ทรงครรภ์”

กาเวนต้ายังพูดเน้นย้ำถึงบท Magnificat อีกด้วย บทสรรเสริญนี้ทำให้เรานึกถึงสำนวนโวหาร บทกวีลำนำที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิมของบรรดาประกาศก ซึ่งสะท้อนสภาพสังคม และสื่อความหมายผ่านออกมาในสัมผัสที่ไพเราะของบทกวีนิพนธ์
แต่กาเวนต้ามองว่าสิ่งนี้ทำให้พระนางเป็นประกาศกคนหนึ่งด้วย

ทั้งจากสำนวนโวหาร และเนื้อหาการประกาศของพระนางที่ว่า

“ในพระเยซูคริสตเจ้า พระเป็นเจ้าทรงล้มล้างสิ่งที่เป็นอยู่”

ซึ่งก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่พระองค์ได้ทรงทำในเวลาต่อมา

สก็อต แม็คไนท์ ได้ประพันธ์บทหนึ่งไว้ในหนังสือของเขา “ข้อความเชื่อของพระเยซูเจ้า” (The Jesus Creed) เอาไว้ว่า บท Magnificat เป็นเสมือนบทสรุปรวมที่รวมคุณธรรม ความดีงาม และคำสั่งสอน ทั้งหมดของพระเยซูเจ้าเอาไว้ โดยเขาเปรียบเทียบกับผ้าอ้อมเด็กในช่วงศตวรรษที่ 1

“ผมคิดว่าพระนางกล่อมพระกุมารให้หลับด้วยบทเพลงสวดบทนี้ บทเพลงสวดอันล้ำลึกที่มีอิทธิพลต่อพระเยซูคริสตเจ้าด้วย” สก็อตกล่าว